Please use this identifier to cite or link to this item: http://ssruir.ssru.ac.th/handle/ssruir/877
Title: การการพัฒนาวิธีการตรวจวัดปริมาณสารมลพิษทางอากาศด้วยวิธีการแบบพาสสีพ
Authors: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวพันธุ์ ชูอินทร์
Issue Date: 2553
Abstract: การพัฒนาวิธีการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศในบรรยากาศได้แก่ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน ด้วยวิธีการแบบพาสสีพ เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาอุปกรณ์เก็บตัวอย่างแบบพาสสีพในการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศโดยวิธีการแบบพาสสีพ ทำการตรวจวัดเทียบกับการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศดินแดง กรุงเทพมหานคร และทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศ บริเวณ แยกในกรุงเทพมหานคร ผลการออกแบอุปกรณ์ดังนี้มีส่วนประกอบคือตัวท่อพีวีซี (PVC) ชิ้นที่ 1 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้วเป็นตัวที่จะใช้ประกอบกับท่อพีวีซีชั้นที่2 ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว เพื่อให้เมมเบรนยึดติดตัวท่อพีวิซีชิ้นที่ 3 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง เป็นตัวยึดเมมเบรนเข้าไว้กึ่งกลาง เพื่อรอประกอบกับท่อ PVC ชิ้นที่ 1 เมมเบรนหรือกระดาษกรองที่ใส่ไว้ในท่อพีวีซีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตรเพื่อนำไปใส่สารดูดซับในการนำมาตรวจวัดความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ เชือก เป็นตัวยึดเกาะระหว่างเมมเบรนในการนำไปแขวนในจุดต่างๆ ทานำการตรวจวัด ถ้วยกระดาษที่ใช้บังลมและแสงอาทิตย์โดยพัฒนาปรังปรุงจากงานวิจัย ผลการศึกษาหากระดาษหรือตัวกลางและสารละลายดูดซับที่เหมาะสมพบว่าการตรวจวัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ใช้เมมเบรนเป็นกระดาษสาบางที่เคลือบด้วยสารละลายผสมระหว่างสารโซเดียมไฮดรอกไซด์และโซเดียมอาร์ซีไนต์ การตรวจวัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใช้เมมเบรนเป็นกระดาษสาหนาที่เคลือบ ด้วยสารละลายโพแทสเซียม เตตร้าคลอโรซัลไฟโตเมอคิวเรท และการตรวจวัดก๊าซก๊าซโอโซนใช้เมมเบรนเป็นกกระดาษลอกลายที่เคลือบด้วยสารละลายผสมระหว่างสารโพแทสเซียมไอโอไดด์และโพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต เมื่อได้กระดาษหรือตัวกลางและสารละลายดูดซับที่เหมาะสมแล้วทำการศึกษา เพื่อเปรียบเทียบผลการตรวจวัดโดยวิธีการพาสสีพ ที่ได้พัฒนากับวิธีการมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ ณ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ สถานีดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยทำการตรวจวัดพร้อมกันในระหว่างวันที่ 8 � 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ผลการศึกษาพบว่าความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ได้จากการตรวจวัดโดยวิธีการแบบพาสสีพทีได้พัฒนาขึ้นมีความสัมพันธ์กับผลการตรวจวัดโดยวิธีการมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษในระดับสูง( r=0.818) ส่วนความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซโอโซนที่ได้จากการตรวจวัด โดยวิธีการแบบพาสสีพทีได้พัฒนาขึ้น มีความสัมพันธ์กับผลการตรวจวัดโดยวิธีการมาตฐานของกรมควบคุมมลพิษในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง( r=0.818 และ 0.767 ตามลำดับ) การตำเนินการวิจัยหลังจากที่ได้เปรียบเทียบผลการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศกับผลการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษแล้วก็ดำเนินการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศที่ตำแหน่งแยกต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 91 แยกในระหว่างวันที่ 5-13 ตุลาคม 2553 ผลการตรวจวัดสรุปได้ดังตารางที่4.15 พบว่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีความเข้มข้นอยู่ในช่วง0.00 � 0.28 ppb โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.19 ppb ความเข้มข้นของก๊าซโอโซนมีความเข้มข้นอยู่ในช่วง0.42 � 39.46 ppb โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.24 ppb และความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีความเข้มข้นอยู่ในช่วง 9.69 � 52.63 ppb โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.85 ppb
URI: http://ssruir.ssru.ac.th/handle/ssruir/877
Other Identifiers: 003_53.pdf
Appears in Collections:งานวิจัย (ภาษาไทย)

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
003_53.pdf4.42 MBAdobe PDFThumbnail
View/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.